การศึกษาพิเศษ คืออะไรมาดูกัน

การศึกษาพิเศษ เป็นการเรียนการสอนสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา การสื่อสาร หรือมีร่างกายพิการ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มักจะไม่ได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ ทำให้ต้องมีระบบและกระบวนการสอนแตกต่างจากเด็กทั่วไป ทั้งในด้านการสอน อุปกรณ์ต่าง ๆ และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้มากที่สุด

สำหรับกระบวนการของการสอนเด็กพิเศษเริ่มแรกจะทำการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก และทำแบบประเมินวัดความสามารถพื้นฐาน โดยต้องมีการวางแผนร่วมกับผู้ปกครอง เพื่อจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับปัญหา ซึ่งเป็นการจัดทำแผนการศึกษาเป็นรายบุคคล ทั้งนี้ผู้บำบัดต้องใช้เทคนิคที่มีมาผสมผสานกับด้านจิตวิทยาให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมและจิตใจของเด็ก โดยโปรแกรมการเรียนการสอนที่นำมาใช้ เช่น โปรแกรม TEACCH เป็นโปรแกรมที่เน้นการสอนอย่างเป็นระบบ การจัดหมวดหมู่ ตารางเรียน กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เด็กได้รู้ว่าเวลาไหนควรจะทำอะไร ส่วนวิธีการสอนจะเน้นไปทางด้านภาพมากกว่าเสียง โดยใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสาร

โดยรูปแบบการศึกษาในประเทศไทย มีหลักการสำคัญในการเตรียมความพร้อม จัดสภาพแวดล้อมและระบบการสอนให้เด็กได้รับประโยชน์ในการเรียนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ รูปแบบแรกเป็นรูปแบบการเรียนในห้อง เป็นการนำเด็กพิเศษกับเด็กปกติ มาเรียนด้วยกัน รูปแบบที่สอง คือการจัดตั้งโรงเรียนและศูนย์การเรียนรู้เฉพาะเพื่อการศึกษาพิเศษ โดยจะเป็นโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะความพิเศษในแต่ละประเภท เช่น โรงเรียนสอนคนตาบอด โรงเรียนสอนคนหูหนวก และรูปแบบสุดท้าย คือ การหมุนเวียนครูการศึกษาพิเศษเป็นรูปแบบการส่งเสริมการศึกษาสำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลน หรือมีจำนวนเด็กพิเศษไม่มากนัก โดยครูพิเศษจะหมุนเวียนไปตามโรงเรียนให้การเรียนการสอนมีอย่างทั่วถึง

ในต่างประเทศก็ต่างให้ความสำคัญกับเด็กพิเศษเช่นกัน ยกตัวอย่างที่สหรัฐอเมริกาก็ได้ออกกฎหมายโดยเฉพาะเด็กพิเศษให้เป็นผู้ด้อยทางความสามารถ และออกระบบให้เรียนถึงอายุ 21 ปี นอกจากนี้ก็เน้นให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอีกด้วย ส่วนในประเทศญี่ปุ่น จะกำหนดเกณฑ์ความพิการไว้โดยให้กระทรวงศึกษาเป็นผู้คัดกรอง เด็กที่มีความพิการสูงจะให้ไปลงเรียนในการศึกษาพิเศษเฉพาะส่วนที่มีระดับต่ำ และในประเทศนิวซีแลนด์ แม้จะไม่มีกฎหมายชัดเจนแต่ก็บังคับให้เด็กพิเศษศึกษาจนถึงอายุ 19 ปี

การศึกษาพิเศษในประเทศไทย จัดให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษ 4 ประเภท คือ เด็กที่บกพร่องทางการมองเห็น ทางการได้ยิน ทางสติปัญญา และทางร่างกาย เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น จะหมายถึงเด็กที่มองไม่เห็นหรือมองเห็นไม่ชัดเท่าคนสายตาปกติโดยจะใช้อักษรเบลส์มาช่วยในการสอน , บกพร่องทางการได้ยิน จะหมายถึงเด็กที่สูญเสียการได้ยินไม่สามารถรับฟังเสียงได้เหมือนคนปกติ จะให้ความช่วยเหลือโดยการใช้ท่าทางหรือสัญลักษณ์เข้ามาช่วยสื่อสาร , บกพร่องทางด้านสติปัญญา จะหมายถึง เด็กที่มีพัฒนาทางด้านร่างกายสังคม อารมณ์ ภาษา ค่อนข้างช้ากว่าเด็กปกติ ให้ความช่วยเหลือโดยการปรับพฤติกรรมหรือจัดการนันทนาการและสุดท้ายคือความบกพร่องทางด้านร่างกาย เป็นเด็กที่มีความผิดปกติของแขน ขาหรือลำตัว สูญเสียอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไป วิธีการแก้คือให้กายภาพบำบัด โดยเน้นให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด หรือการใช้ดนตรีบำบัดเพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนาน รื่นรมย์

สำหรับโรงเรียนเด็กพิเศษในปัจจุบันมีมากขึ้น ครอบคลุมเกือบทุกจังหวัด และมีการเรียนการสอนสอดคล้อง เหมาะสมกับความต้องการของเด็กพิเศษ โดยแต่ละที่ไม่ได้รับแค่เด็กระดับประถมเท่านั้น บางแห่งยังรองรับถึงระดับมัธยม และบางแห่งรองรับถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งโรงเรียนแต่ละที่จะแตกต่างกัน ดังนั้นผู้ปกครองควรเลือกโรงเรียนให้เหมาะสมกับลูกที่สุดเพื่อพัฒนาทักษะของลูกในด้านต่าง ๆ สามารถต่อยอดพัฒนาไปอีกได้ในอนาคต