integration teaching

วิธีการสอนแบบบูรณาการ integration teaching คืออไรมารู้จักกัน

ยังจำกันได้ไหมว่าในตอนเป็นเด็กเราถูกสอนในห้องเรียนแยกเป็นรายวิชา ยกตัวอย่างเช่นเวลาที่เรียนคณิตศาสตร์อยู่ ทำไมถึงไม่ได้เรียนรู้หัวข้ออื่นที่เกี่ยวข้องกันเลย อย่างหัวข้อที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เพราะทั้งสองวิชานี้มีความเชื่อมโยงกันในชีวิตจริง ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้มีผู้คิดวิธีการสอนรูปแบบใหม่ขึ้นมาคือ “หลักการสอนแบบบูรณาการ” เป็นการสอนแบบผสมผสานที่นักเรียนจะได้ประโยชน์จากการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ทั้งหมดเหล่านี้ในบทเรียนเดียวกันจะช่วยให้ประหยัดเวลาการเรียนได้อย่างมาก

การสอนแบบบูรณาการนั้น ช่วยให้ผู้เรียนสามารถที่จะสำรวจ เก็บรวบรวม ขัดเกลาความรู้ในหัวข้อที่ต้องการศึกษา สนับสนุนให้นักเรียนเห็นความเชื่อมโยงหลักสูตร แทนที่จะมุ่งเน้นการเรียนรู้ในหลักสูตรแยกเป็นรายวิชา การสอนแบบนี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถมีความเข้าใจได้ง่าย ทำให้รู้สึกว่าอยากที่จะเรียนรู้มากยิ่งขึ้น โดยกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมที่มีความเชื่อมโยงในชีวิตประจำวัน

หลักการสอนแบบบูรณาการหลักๆ มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ บูรณาการระหว่างสาขาวิชา (Interdisciplinary integration), บูรณาการสหวิทยาการ (Interdisciplinary Integration) และ บูรณาการสหวิทยาการ (Transdisciplinary Integration) ลักษณะของการเรียนมีดังนี้

1.ผสมผสานความรู้และทักษะที่เป็นประโยชน์จากสาขาวิชาที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับในชุมชนการเรียนรู้

2.นำทฤษฎีไปปฏิบัติในภาคสนาม

3.พิจารณามุมมองที่หลากหลาย เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาร่วมกัน

ประวัติศาสตร์การศึกษาแบบผสมผสาน

การสอนแบบบูรณาการมีจุดเริ่มต้นในไอร์แลนด์เหนือ ด้วยความพยายามที่จะรวบรวมเด็ก ผู้ปกครอง และครูจากทั้งโรมันคาทอลิก และโปรเตสแตนต์ให้อยู่ภายใต้กรอบการเรียนรู้ที่เท่าเทียมกัน ในขณะที่ให้โอกาสในการทำความเข้าใจภูมิหลังทางวัฒนธรรมของแต่ละศาสนา โรงเรียนแห่งแรกที่สอนด้วยหลักสูตรบูรณาการคือ Lagan College ก่อตั้งขึ้นภายในเมือง Belfast เมื่อปี ค.ศ. 1981 ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มผู้ปกครอง “All Children Together” ต่อมาในปี ค.ศ. 1985 ได้มีการเปิดโรงเรียนเพิ่มขึ้นอีก 3 แห่ง เพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้ปกครองสำหรับส่งบุตรเข้ารับการศึกษา

ประโยชน์ของการสอนด้วยหลักสูตรบูรณาการ

การเรียนการสอนด้วยหลักสูตรบูรณาการมีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด จากการศึกษาและทดลองใช้ทำให้เราทราบว่ามันมีข้อดีดังนี้ ได้แก่

1.มุ่งเน้นพัฒนาทักษะความรู้ความเข้าใจในระดับพื้นฐาน เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาต่อในระดับที่สูงขึ้น

2.ช่วยให้สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

3.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในประสบการณ์ชีวิตจริง

4.รองรับสไตล์การเรียนรู้ด้วยทฤษฎี สนับสนุนให้มุมมองความคิดที่หลากหลาย

5.สร้างความการโยงระหว่างสาขาวิชาต่างๆ

ข้อดีข้อเสียของการใช้การเรียนรู้แบบบูรณาการ

การเรียนรู้แบบบูรณาการมีข้อดีข้อเสียต่างกัน เหมือนกับรูปแบบการสอนอื่นๆ โดยมีผู้คนตั้งข้อโต้แย้งมากมายเกี่ยวกับวิธีการสอนประเภทนี้ว่าไม่มีประสิทธิภาพจริงอย่างที่กล่าวอ้าง ลองสังเกตกับข้อดี-ข้อเสีย ของการสอนแบบบูรณาการได้จากด้านล่างนี้

1.ไม่มีเวลาเพียงพอในการสอนทุกอย่างแบบแยกกัน ทำให้ไม่เรียนรู้เนื้อหาได้ลึกมากพอ

2.เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เชิงบวก กระตุ้นให้เกิดทำงานร่วมกันระหว่างผู้เรียน

3.หลักสูตรบูรณาการเหมาะสำหรับใช้โลกแห่งความจริง เพราะปัญหาในชีวิตจริงมักต้องใช้องค์ความรู้หลายๆ อย่างมาประกอบเพื่อแก้ไขปัญหา

4.เป็นแรงกระตุ้นให้นักเรียนประสบความสำเร็จในชีวิตจริง

5.ช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง

การเรียนการสอนมีอยู่หลายรูปแบบ หากเลือกวิธีได้อย่างเหมาะสม ผู้เรียน/นักเรียนจะได้ประโยชน์จากการเรียนรู้ได้มากที่สุด นอกเหนือจากการสอนแบบบูรณาการแล้ว ก็ยังมีการสอนประเภทอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน เช่น การเรียนรู้แบบใช้คำถาม การสอนแบบโครงงาน การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ การเรียนรู้แบบอุปนัย และการเรียนรู้แบบนรินัย ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นการสอนที่น่าสนใจ ซึ่งเราอาจจะนำมาเสนอในโอกาสต่อไป