integration teaching

วิธีการสอนแบบอุปนัย-นิรนัย คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร

ในระหว่างกระบวนการเรียนการสอน จะมีหลักการสอนที่เรียกว่า “อุปนัย” และ “นิรนัย” ทั้งสองวิธีมีข้อได้เปรียบของตัวเอง แต่ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดคือบทบาทของครู ในห้องเรียนที่มีการสอนแบบนิรนัย ครูจะดำเนินการสอนโดยแนะนำพร้อมอธิบายแนวคิดแก่นักเรียน แล้วคาดหวังว่านักเรียนจะสามารถเข้าใจได้ด้วยตนเองเพื่อ วิธีนี้เป็นการสอนที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ครู ในขณะที่การสอนแบบอุปนัยมีจุดศูนย์กลางคือนักเรียน โดยใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์ที่เรียกว่า “การสังเกต” ลองมาดูความแตกต่างระหว่างการสอนแบบอุปนัยและแบบนิรนัยอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้รู้ว่ามันสามารถนำไปปรับใช้ในห้องเรียนได้อย่างไร

การสอนแบบนิรนัย

วิธีการสอนแบบนิรนัยคือวิธีสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งหมายความว่าครูให้แนวคิดใหม่แก่นักเรียน อธิบายเนื้อหาสาระสำคัญ จากนั้นให้นักเรียนฝึกใช้แนวคิดด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่นเมื่อสอนแนวคิดไวยากรณ์ใหม่ ครูจะแนะนำแนวคิด อธิบายกฎที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน เพื่อให้นักเรียนสามารถฝึกใช้แนวคิดที่แตกต่างกัน วิธีนี้สามารถเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับการใช้ในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อต้องรับมือกับนักเรียนที่มีแรงจูงใจสูงการ ใช้สำหรับสอนแนวคิดที่ยากเป็นพิเศษ หรือสำหรับเตรียมนักเรียนให้พร้อมกับการสอบ

การสอนแบบอุปนัย

ตรงกันข้ามกับวิธีการนิรนัย การสอนแบบอุปนัยให้นักเรียนใช้วิธี “การสังเกต’ แทนที่จะอธิบายแนวคิดที่กำหนดและทำตามคำอธิบาย ครูจะนำเสนอนักเรียนพร้อมตัวอย่างที่แสดงวิธีการใช้แนวคิด เพื่อให้นักเรียนได้ทราบถึงจุดประสงค์ว่าการสังเกตช่วยให้เกิดแนวคิดได้อย่างไร เมื่อนักเรียนเห็นว่าแนวคิดถูกนำไปใช้อย่างไร ก็หวังว่าพวกเขาจะสังเกตเก็บเอาไปวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง เพื่อสรุปกิจกรรมครูอาจขอให้นักเรียนอธิบายสิ่งที่เพิ่งจะสอนไป เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าสุดท้ายว่าพวกเขาเข้าใจถูกต้องหรือเปล่า

ทำไมต้องฝึกการสังเกต

ในปี 1990 นักวิจัยได้สำรวจบทบาทที่ “การสังเกต” ช่วยในกระบวรการเรียนรู้ได้อย่างไร พวกเขาตั้งสมมติฐานว่าผู้เรียนจำเป็นต้องสังเกตโครงสร้างของเนื้อหา ก่อนที่สมองจะนำไปเก็บไว้ในหน่วยความจำระยะสั้นหรือระยะยาว จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการสังเกตคือหนึ่งในกระบวนการที่ใช้ความคิดของนักเรียน สำหรับการเรียนนั้น เมื่อนักเรียนได้รับตัวอย่างจากครู พวกเขาจะเข้าใจกฎโดยสังเกตว่าตัวอย่างเหล่านั้นมีอะไรที่เหมือนกัน ในสถานการณ์ห้องเรียนทั่วไป การสังเกตสามารถใช้หลายวิธี ได้แก่

1.เมื่อสอนเรื่องที่เข้าใจได้ยาก เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้เวลาสังเกตคำพูดกับเนื้อหาที่กำลังสอน จะช่วยให้เข้าใจได้มากยิ่งขึ้น

2.อยากสอนภาษาต่างประเทศให้ลองเขียนแล้วนำไปแปะเอาไว้บนกระดาน เมื่อนักเรียนสังเกตเห็นพวกเขาจะเริ่มจดจำคำเหล่านั้นมาไว้ใช้

3.บันไดภาษาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยพัฒนาทักษะในการสังเกตของนักเรียน เมื่อนักเรียนสามารถเข้าใจว่าบันไดแต่ละขั้นหมายถึงอะไร พวกเขาจะสามารถเข้าใจได้ว่าพวกมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ตัดสินใจเลือกใช้การสอนอย่างไร

การสอนแบบนิรนัยและอุปนัยนั้น ทั้งสองล้วนมีข้อเด่น-ด้อย การที่จะเลือกว่าจะใช้การสอนแบบใดนั้น ต้องพิจารณาจากสถานการณ์ภายในห้องเรียน เช่น

1.การเรียนรู้ส่วนบุคคลควรเป็นอย่างไร นักเรียนมักจะมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น

2.ประสบการณ์การเรียนรู้เป็นไปตามที่คาดการณ์ได้หรือไม่ วิธีการนิรนัยสามารถควบคุมได้มากกว่าเพราะครูเลือกข้อมูล และลำดับการนำเสนอด้วยตัวเอง

3.ต้องการความเข้าใจข้อมูลที่ลึกซึ้งเท่าใด นักเรียนมักจะเข้าใจและจดจำได้มากขึ้นเมื่อการเรียนรู้แบบอุปมาน

4.มีเวลาเท่าไหร่ในการสอนเนื้อหา การสอนแบบนิรนัยเป็นวิธีที่เร็วกว่า สามารถสอนสอนข้อเท็จจริง หรือแนวคิดที่เป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปแล้วไม่ว่าจะใช้สอนแบบไหนสิ่งสำคัญคือ “ครูผู้สอน” เพราะหากผู้สอนมีทักษะในการวางแผนที่ดี ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนให้เหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวนักเรียน